บ้านเชียงแหว ตั้งอยู่หมู่ที่ 1,2,7 ตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
บ้านเชียงแหว ได้เริ่มก่อตั้งมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2375 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นับถึงปัจจุบันนี้นับได้เป็นเวลา 170 ปี แล้วทั้งบ้านเชียงแหวปัจจุบันนี้ตอน แรกเป็นป่าดงพงไม้ที่หนาทึบผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ครั้งแรกมีอยู่ 3 ครอบครัว คือ ครอบครัวหมื่นประเสริฐ ครัวครอบหมื่นจุมพล และ ครอบครัวหมื่นพิทักษ์ ซึ่งได้อยู่ร่วมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คุ้มเหล่า หมู่ที่ 2 ในปัจจุบันได้ ช่วยกันหักล้างถางพงบุกเบิกเป็นกลุ่มแรก
ต่อมาได้มีครอบครัวมหาเสนา มหาเชียงสา พ่อเมืองปาก และนายสุโพธิ์ ซึ่งทั้งหมดได้อพยพมาจากเมืองหนองหาน และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คุ้มกลางหมู่ที่ 7 ในปัจจุบัน และอีกครอบครัวหนึ่งได้อพยพมาจากบ้านแชแล อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่บ้านฟากน้ำ (คือคนละฝั่งหนองหาน) หัวหน้าครอบครัวนี้คือ พ่อตาจ้ำกาก โดยได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คุ้มถิ่นหมู่ที่ 1 ในปัจจุบัน
ครั้งต่อมาเมื่อคนสามกลุ่ม คือ คุ้มเหล่า คุ้มกลาง คุ้มถิ่น ได้สร้างหลักปักฐานเป็นหลักเป็นแหล่ง
มีที่ทำมาหากินมั่นคงแน่นหนาแล้ว ก็ได้ร่วมกันปรึกษาหารือหาที่สร้างวัดเพื่อให้ลูกหลานได้มีที่บรรพชาและอุปสมบท ศึกษาพระธรรมวินัยและเป็นที่ทำบุญกุศล เจริญภาวนา สืบสานพระพุทธศาสนาตามปะเพณีนิยมของไทยแต่โบราณกาลสืบต่อไป โดยมีอุทาหรณ์ “ถ้ามีบ้านไม่มีวัด ก็เปรียบประดุจ คนตาบอดข้างหนึ่งก็มองดูไม่สง่างาม ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น”
ดังนั้น คนทั้งหมดในบ้านเชียงแหว ขณะนั้น จึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลาเทพารักษ์ขึ้นมาไว้ที่
กลางหมู่บ้าน เสร็จแล้วได้อัญเชิญเจ้าพ่อมเหศักดิ์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นดวงวิญญาณของ “ท้าวผาแดง”เข้าสิงห์สถิตในศาลนี้ ปัจจุบันชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “หอปู่ตา” ประจำหมู่บ้านเชียงแหว ส่วนหมู่บ้านดอนยาง ซึ่งอยู่ถัดไปทางทิศตะวันออกของบ้านเชียงแหว ก็ได้มีการสร้างหอปู่ตาขึ้นไว้เช่นเดียวกันโดยอัญเชิญดวงวิญญาณของ “พญาขอม” พระบิดาของเจ้าหญิง “ไอ่คำ” อดีตเจ้าเมืองชะฑีตาเข้าสิงสถิตย์ ชาวบ้านนิยมเรียกูกันว่า หอปู่เชียงเสริฐ ซึ่งศาลปู่ตาทั้งสองแห่ง มีอิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์เท่าเทียมกัน และเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านเชียงแหวทุกครอบครัวสืบต่อกันเรื่อยมาจนปัจจุบัน ทุกๆปีจะมีการบวงสรวง เซ่นไหว้ความเป็นสิริมงคลราบรื่น ปลอกภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการดำรงชีวิตเป็นประเพณีสืบต่อมา
ครั้นต่อมาชาวบ้านเชียงแหว ในสมัยนั้นก็ได้พากันออกค้นหาซากปลักหักพังของปูชนียสถานอันเก่าแก่ เช่น วัด โบสถ์ เจดีย์ พระพุทธรูป เป็นต้นที่ปรากฏอยู่ในประวัติตำนาน คำบอกเล่า ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่งแต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงช่วยกันค้นหาไปเรื่อยๆ จึงได้พบวัดร้างแห่งหนึ่งตัวโบสถ์ผุพังลงหมดแล้วคงเหลือแต่พระประธานอันเก่าแก่ที่มีความงดงามยิ่ง มีพระพักตร์อันแจ่มใส แย้มพระโอษฐ์นิดๆ มองดูแล้วเป็นสุขใจ เบิกบาน ชวนศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพบอยู่บนฐานศิลาแลงก้อนขนาดใหญ่โตมาก วางเรียงซ้อนกันอย่าง เป็นระเบียบ สันนิษฐานว่า คงสร้างขึ้นในสมัยขอมเรียงอำนาจยุคเดียวกับปราสาทหินพิมาย โคราช นอกจากนี้ยังพบเสมาปักรายรอบโบสถ์ถึง 3 ชั้น และพระเจดีย์อยู่ถัดไปทางทิศตะวันตกของตัวโบสถ์ นับว่าเป็นการพบ ปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำคัญกว่าแห่งอื่นที่พบมาก่อน และอยู่ระหว่างกลางหมู่บ้านของคุ้มเหล่าและคุ้มกลางติดต่อกัน เป็นศูนย์กลางสะดวกแก่การสัญจรไปมาทั้งสองฝ่ายรวมทั้งคุ้มถิ่นด้วย จึงตกลงพร้อมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถแห่งนี้ขึ้นมาโดยการตั้งเสาและยกโครงร่าง มุงหลังคากันแดดกันฝน เรียบร้อย แต่ไม่มีผนังด้านข้างและประตูหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วยังได้สร้างกุฏิที่พ านักสงฆ์และ เสนาสนะ พร้อมมูลและได้ตั้งชื่อวัดจากหลังเค้าฐานเดิมว่า “วัดชิตาราม” ต่อมาอีกหลายปีจึงเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า “วัดสมศรีสะอาด” จนทุกวันนี้
ชื่อบ้านเชียงแหวนี้ มีต้นเค้ามาจากนิทานพื้นบ้าน เรื่อง ผาแดงนางไอ่ ตอนที่นายพรานยิง
กระรอกเผือกพังคีตาย แล้วได้นำมาชำแหละเนื้อแบ่งปันกันไปทำอาหารกิน ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ชำแหละเนื้อกระรอกเผือกนั้น เคยผ่านการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อสึกออกมา คนท้องถิ่นอีสาน จึงเรียกว่า “เซียง” ส่วนการชำแหละนั้นภาษาท้องถิ่นอีสานเรียกว่า แหว่เมื่อมีการเรียกชื่อสถานที่ปรากฏการณ์ในนิทานพื้นบ้าน จึงเรียกว่าบ้านเซียงแหว หรือ เชียงแหว อันหมายถึง สถานที่ที่เชียงชำแหละเนื้อกระรอกนั่นเอง

